Cover

งานวิจัยที่ทำเกี่ยวกับอะไรครับ

งานที่ทำก็คือเกี่ยวกับคนไข้ต้อหิน เวลาเราดูคนไข้ต้อหินคนนึงเนี่ย เราจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ก็คือส่วนที่เป็นโครงสร้าง กับส่วนที่เป็นการมองเห็นของคนไข้ โดยเราดูการทำลายของเส้นประสาทตาค่ะ ว่ามีการทำลายมากน้อยเท่าไหร่ ซึ่งเกิดจากความดันตาที่สูงขึ้น มันก็จะมาปรากฏออกมาเป็นลานสายตาที่เรามองเห็นที่แคบลง งานที่ทำคืออ่าการแปลความหมายจากรูปภาพที่เราถ่ายจอประสาทตา (Retina) ว่ารูปแบบการทำลายแบบนี้ คนไข้น่าจะเห็นออกมาเป็นลานสายตาแบบไหนค่ะ

จุดเริ่มต้นของงานวิจัย

จุดเริ่มต้นนะคะก็คือแก้วต้องขอขอบพระคุณ รศ. พญ. ญาณิน สุวรรณ ค่ะ ที่ให้โอกาสแก้วได้ไปนั่งดูในคลินิกคนไข้ต้อหิน แล้วก็ไปสังเกตว่าตอนเนี้ยมีความลำบากอะไรที่ทางแพทย์หรือว่าคนไข้เจอบ้าง ซึ่งเราก็เจอว่าเวลาที่คนไข้ต้องมาตรวจลานสายตาค่ะ มันเป็นความลำบาก โดยเฉพาะคนที่มีอายุ เพราะว่าการตรวจคนไข้จะต้องใช้สมาธิอย่างมากในการบอกเครื่องว่าเห็นแสงตามจุดต่าง ๆ ของลานสายตาไหมโดยห้ามเหลือบตามองแม้แต่น้อย และมันก็ใช้เวลามาก แล้วถ้าเราเสียสมาธิแม้แต่นิดเดียวเนี่ย มันก็จะทำให้ผลเชื่อถือไม่ได้ ก็เลยเป็นที่มาของปัญหางานวิจัยค่ะ ว่าในเมื่อเรารู้แล้วว่าเส้นประสาทตาตรงเนี้ยมันพัง มันก็จะสามารถเชื่อมโยงได้ว่าคนไข้เนี่ยน่าจะมองเห็นส่วนไหนเสียไป เราจึงสามารถใช้ภาพถ่ายจอประสาทตาที่ถ่ายด้วย OCT scan (Optical Coherence Tomography) ซึ่งผู้ป่วยต้องทำอยู่แล้ว มาใช้ทำนายลานสายตาของคนไข้ได้

ทำไมถึงสนใจจักษุวิทยาเป็นพิเศษ

จริง ๆ แผนกจักษุไม่ได้เป็นแผนกแรกที่แก้วไปนะคะ แก้วเคยไปอายุรกรรมในแผนกต่าง ๆ แต่ว่ารู้สึกจักษุวิทยาเหมือนจะเป็น First Love เพราะมันเป็นแผนกที่เปลี่ยนคุณภาพชีวิตของคนไข้ได้อย่างสิ้นเชิง อย่างโรคต้อหิซึ่งเป็นภัยเงียบ เราไม่รู้เลยจนกว่าลานสายตามันจะแคบจนคนไข้แทบจะมองไม่เห็น เป็นการทำลายที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ แต่ว่าจักษุแพทย์เนี่ย เป็นเหมือนคนนึง ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นนางฟ้าหรือเปล่า ที่ทำให้คนไข้จากที่กำลังจะมองไม่เห็น หรือบางรายมองไม่เห็นไปแล้ว กลับมามองเห็นได้ แก้วว่ามันมหัศจรรย์มาก เพราะว่าแก้วเชื่อว่าการมองเห็นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเลยแหละของชีวิตคนเรา มันเป็นส่วนหนึ่งที่เราใช้สร้างความทรงจำ อย่างคนไข้ที่เป็นมะเร็งสมองเวลาที่เขาจำเป็นต้องฉายรังสีทั้งสมองเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง มันจมีส่วนหนึ่งที่เขาเว้นไม่ให้โดนรังสี ก็คือส่วนฮิปโปแคมปัส (hippocampus) ซึ่งทำหน้าที่เก็บความทรงจำ ซึ่งแก้วรู้สึกว่าที่มาของความทรงจำมากที่สุดมันมาจากการมองเห็น มันทำให้ชีวิตของเรามีความหมาย

ตอนเริ่มงานเคยมีพื้นฐาน AI มาก่อนไหม

ตอนนั้นเคยรู้จักการเขียนโค้ดเพราะว่าโรงเรียนมัธยมปลายเคยสอนแต่เป็นเขียนโค้ด python พื้นฐานทั่วไปไม่ได้ถึงขนาดทำออกมาเป็นปัญญาประดิษฐ์ ตอนนั้นไม่มีพื้นฐานเลย มาเรียนหมอก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่แก้วรู้แน่ ๆ ว่าถ้ามันเป็นเครื่องมือที่สามารถแก้ปัญหาตรงนี้ได้ แก้วจะลองเรียนดูสักครั้ง ก็เลยตั้งใจมาเรียนเขียนโค้ดครั้งแรกตอนปี 1 นี่ละค่ะ เรียนโดยไปโหลดหนังสือออนไลน์มาค่ะ แล้วก็ปริ้นออกมาเป็นเล่ม เอามานั่งอ่านทีละบรรทัดว่าโค้ดบรรทัดนี้มันหมายความว่ายังไง

แล้วตอนที่ไปทำวิจัย ประสบการณ์เป็นยังไงครับ

ในช่วงนั้นจะมีเรียนวิศวะด้วยซึ่งจะมีเนื้อหาที่เราเรียนหลากหลาย ไม่ได้เรียนแค่ AI ค่ะ แต่ว่าในส่วนของงานวิจัยเราเนี่ยก็ต้องยอมรับว่าเราต้องหาเรียนรู้เพิ่มเติมเองค่ะ อาจารย์มายซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยเคยบอกว่า "แก้วอ่านมาเยอะแล้วแหละ แก้วอ่านในหนังสือมันต่อไปมันก็ทำไม่ได้ ถ้าแก้วไม่ลงมือทำ แก้วต้องลองเขียนโค้ดวันนี้ แก้วไปก๊อปโค้ดคนอื่นเขามาแล้วแก้วลองเอามารันดู ดูสักครั้งซิว่าเค้าเขียนว่าอะไรบ้าง" ก็เลยทำตามนั้นค่ะ มันเหมือนกับเลียนแบบเอางานคนอื่นมาดูก่อน ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เลยว่างานของตัวเองทำงานยังไง

ตอนทำวิจัยมีอุปสรรคอะไรบ้างครับ

จุดที่เป็นอุปสรรค โอ้โห มันมีมาเรื่อยๆ เลยค่ะ คือสำหรับแก้วทุก bug ที่เราเจอ มันคืออุปสรรค เพราะว่าบางทีไม่รู้จะแก้ยังไง แก้วไม่เคยซื้อ ChatGPT แบบโปรอะไรอย่างงี้เลย แก้วจะใช้การถามเพื่อนวิศวะที่ทำงานที่แล็บเดียวกัน แล้วก็เอากลับมานั่งแกะดูเองว่ามันพลาดตรงไหน ซึ่งถามว่ามันใช้เวลามั้ย มันก็ใช้เวลา แต่ว่าทุกอย่างมันก็ต้องเริ่มต้นที่ศูนย์มาก่อน แล้วก็อุปสรรคเนี่ย พอทำโค้ดได้แล้ว แก้วต้องไปนั่งเก็บรูปเป็นข้อมูลของคนไข้จริงที่โรงพยาบาลรามาธิบ ซึ่งตรงส่วนนี้ก็ค่อนข้างใช้เวลาช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ แล้วก็วันจันทร์ถึงศุกร์แก้วก็กลับไปคณะวิศวะที่ศาลายาเพื่อไปนั่งเขียนโค้ดต่อค่ะ พอมันเริ่มรันได้แล้วมันก็ต้องทำให้ประสิทธิภาพมันดีใช่มั้ยคะ แล้วสุดท้ายงานของแก้วมันก็มาเจอว่ามันจะมี dead pixel อยู่ในรูป นั่นก็คือส่วนที่ไม่ว่าจะเกิด error ยังไงในการถ่ายรูปตาคนไข้ มันจะมีจุดสีดำ ซึ่งมันไม่ควรจะมีข้อมูลอยู่ในนั้นเนาะ เพราะมันเป็น dead pixel แต่กลายเป็นว่าเวลาเราเอาเข้าไปในโมเดล แล้วมันแปลผลออกมาเป็นภาพลานสายตาเนี่ย มันดันไปตรวจจับด้วยว่าจุดนั้นเป็นข้อมูลซึ่งเชื่อมโยงหรือมีความสัมพันธ์กันกับการบอดของคนไข้ในส่วนใดส่วนหนึ่ง ซึ่งมันก็ไม่จริงใช่มั้ยคะ อาจารย์มายก็เลยบอกว่าให้แก้วทำยังไงก็ได้ให้สีดำนี้หายไป ซึ่งงานวิจัยก่อนๆ ไม่ใช่ว่ามันไม่เคยมีนะคะ มันมี แต่ว่าหลายครั้งเค้าก็จะคัดรูปพวกนี้ออก ซึ่งถามว่ามันเป็นตาคนไข้จริงมั้ย ส่วนอื่นมันใช้ได้หมดเลย ก็คิดว่าถ้าสมมุติเราสามารถสังเคราะห์ส่วนที่หายไปนั้นได้ มันก็จะช่วยแก้ไขในจุดที่เราต้องคัดภาพพวกนั้นทิ้งไป อันนี้ก็เป็นปัญหานึงที่เจอค่ะ แล้วก็ทำให้งานวิจัยนี้มันพิเศษต่างจากงานวิจัยทั่วไปค่ะ เพราะว่าเราเพิ่งได้รู้จัก Generative Model มาเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว แก้วก็เลยลองเอามาใช้ให้มันสังเคราะห์ภาพในจุดนั้นค่ะ

แล้วงานวิจัยนี้ครับมีความสำเร็จยังไงบ้างครับ เล่าให้ฟังหน่อย

ถ้ามองง่าย ๆ เลย ความสำเร็จในการเผยแพร่งานวิจัยของแก้วก็มีได้ไปนำเสนอแบบ Oral Presentation ที่ World Ophthalmology Congress ที่แคนาดาในปี 2024 ค่ะ แล้วก็ปี 2025 งานวิจัยได้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Translational Vision Science & Technology ค่ะ

ประสบการณ์อะไรช่วงเรียน M.Eng ที่จะไม่ลืม

ประสบการณ์ดี ๆ มันก็คงจะมีนะคะ แต่ว่าประสบการณ์ร้าย ๆ เนี่ยบางทีเราก็จะจำได้แม่นกว่าเนาะ (ขำ) ในช่วงที่แก้วต้องสังเคราะห์ dead pixel ทั้ง ๆ ที่งานมันควรจะเสร็จตั้งแต่ตรงนั้นแล้ว แต่มันเหมือนเราต้องมาทำใหม่อีกส่วนนึงเลย มันก็หนักใจค่ะ เพราะว่าเป็นปัญหาที่ไม่มีใครเคยแก้ โดยเฉพาะในด้านของการแพทย์ แทบจะไม่มีใครเคยทำมาก่อนเลยว่ามันจะทำยังไงในการแก้ปัญหาพวกนี้ ปกติแก้วเล่นบาสตอนเย็นทุกวัน วันนั้นกำลังจะเล่นบาส แต่ด้วยความที่คิดมาก ก็เลยร้องไห้อยู่ข้างสนามบาส มันน่าอายมาก แต่ว่าน้องๆ ที่เล่นบาสด้วยกันจากต่างคณะก็ได้เข้ามาถามว่า เจ๊แก้วเป็นไร มันไม่เป็นไรหรอก น้อง ๆ ก็ให้กำลังใจเป็นอย่างดีค่ะ จากนั้นช่วงที่แก้วทำงานเขียนโค้ดที่ห้องสมุด น้อง ๆ ก็จะมานั่งอ่านหนังสือเป็นเพื่อนด้วย ทำให้ทุกครั้งที่งานมีอะไรติดขัด มีความผิดพลาดเกิดขึ้น แก้วไม่ได้ผ่านมันไปด้วยตัวคนเดียวค่ะ แก้วยังมีน้อง ๆ จากหลากหลายคณะ มีเพื่อน ๆ มีคุณพ่อคุณแม่พี่ชายที่ช่วยให้กำลังใจเราตลอดการทำงานค่ะ

ช่วงที่ไปทำวิจัยปีนั้น มันเปลี่ยนอะไรเราบ้าง

แก้วคิดว่าสิ่งที่มันเปลี่ยนมากที่สุดคือมันทำให้แก้วเป็นคนที่ใจเย็นขึ้นค่ะ แต่ก่อนเป็นคนใจร้อน อยากได้อะไรต้องรีบได้ สุดท้ายแล้วก็มาเข้าใจว่าใน process ของการทำงานวิจัยเนี่ย เราต้องอดทนรอให้เป็นค่ะ เพราะว่าการที่งานวิจัยกว่ามันจะไปถึงจุดที่เอามาใช้กับคนได้ มันไม่ได้เป็นการวิ่ง 400 เมตร แต่ว่ามันเหมือนการวิ่งมาราธอน มันมีแต่ละขั้นตอน กว่าเราจะเริ่มเขียนโค้ดเป็น กว่าเราจะเก็บข้อมูลได้ กว่าเราจะแก้ปัญหาแต่ละจุด มันเป็นเส้นทางที่ยาว แต่ว่าสิ่งที่สำคัญคือเราต้องมีความสุขไปกับจุดเล็กๆ ที่เราทำค่ะ แก้วคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือตอนเช้าที่เราตื่นมาแล้วเราอยากจะทำงานนี้อยู่ เพราะว่าแก้วอยากทำ มันเป็นงานที่เราคิดขึ้นมาเอง ไม่มีใครรู้ว่ามันจะสำเร็จมั้ย แต่ว่าแก้วอยากทำออกมาให้มันสำเร็จ แล้วก็ได้ช่วยแก้ปัญหาได้จริง แก้วว่าอันนี้สำคัญ

แล้วตอนช่วงที่ทำวิจัย เจออุปสรรคหรือว่าล้มเหลวไปแล้วกี่ครั้งครับ

โอ้โห เยอะมาก ๆ ค่ะ นับไม่ถ้วนเลย แต่ว่านั่นแหละค่ะมันก็เป็นกระบวนการของมัน โมเดลปัญญาประดิษฐ์ตัวนึงไม่ใช่ว่าแบบสร้างครั้งเดียวจะใช้ได้เลย มันยังมีตัวแปรต่าง ๆ ที่เราต้องปรับให้มันออกมาได้ดีที่สุด ไม่มีใครรู้เลยว่าเราจะต้องปรับค่านี้เท่าไหร่ มันจะต้องลองผิดลองถูกไปเรื่อย ๆ ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลามาก ขนาดที่ว่าตอนนั้นแก้วขับรถกลับบ้านจากศาลายามากรุงเทพฯ ที่นั่งข้างคนขับคือแก้ววางโน๊ตบุ๊คไว้เพื่อดูโมเดลเราทำงาน แล้วก็คอยเช็คผลลัพธ์ช่วงรอรถติด อันนี้แย่นะคะแต่ว่าไม่ควรทำตามเนาะ

พิธีกร: ขับรถแล้วก็เขียนโค้ดไปด้วย ?

ใช่ค่ะ (หัวเราะ)

แล้วการที่เราได้ไปเรียนวิศวกรรมชีวการแพทย์ครับ คิดว่าปลดล็อคทักษะหรือ mindset อะไรในตัวลูกแก้วไปบ้าง

แต่ก่อนก็เป็นคนขี้กลัวค่ะ สมมุติว่าพี่บิ๊กมีตู้เย็นหรือพัดลมหรือแอร์อยู่อันนึง แล้วพี่บิ๊กอยากจะรู้ว่ามันทำงานยังไง สมัยก่อนแก้วก็คงไม่กล้าทำอะไรกับมัน จะนั่งดูว่ามันประกอบไปด้วยส่วนนู้นส่วนนี้ ไม่ได้แกะออกมา แต่พอแก้วได้มาเรียนวิศวะเนี่ย แก้วไม่เคยลังเลเลยที่จะถอดชิ้นส่วนของตู้เย็นออกมาให้หมด แล้วก็ไม่กลัวด้วยว่าสุดท้ายมันจะสามารถประกอบเป็นเหมือนเดิมได้หรือเปล่า เพราะว่าวิศวะมันสอนให้เราเรียนรู้จากการเริ่มทำใหม่ทั้งหมดค่ะ

พิธีกร: คือถ้าไปดูที่บ้านลูกแก้วก็จะเจอซากตู้เย็นทิ้งไว้อยู่ (หัวเราะ) คือตอนนี้ไม่มีที่แช่ผักนะครับ

ค่ะ ใช่ ก็ไม่ต้องกลัวค่ะ ทุกอย่างทุกปัญหามีทางแก้หมดค่ะ

พูดมาถึงขนาดนี้ ลูกแก้วอยากเป็นหมออะไรครับ

พูดมาขนาดนี้แล้วก็อยากเป็นจักษุแพทย์นะคะ แล้วก็อีกอันนึงที่สนใจก็คืออายุรแพทย์ค่ะ แก้วคิดว่าแก้วจะไม่มีวันทิ้งสิ่งที่ได้เรียนมาจากวิศวะ ไม่ว่ามันจะเข้าไปอยู่ในส่วนไหนของงานในอนาคต แก้วคิดว่าแก้วก็อยากเป็นหมอที่ช่วยรักษาคนไข้ แต่ว่าถ้าเป็นหมอที่มีความรู้ด้านวิศวะด้วย อะไรที่มันเคยรักษาไม่ได้ อะไรที่มันเป็นอุปสรรคต่อการวินิจฉัย ติดตามการรักษา ความรู้ทางวิศวะเนี่ยจะช่วยให้แก้วสร้างอะไรใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีหรือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ คิดว่ามันจะเข้ามาช่วยในส่วนนี้ได้และแก้วจะทำวิจัยต่อไปค่ะ

พิธีกร: ครับ ทักษะที่ได้มาติดตัวเราไปตลอดเนาะ ทำให้เราเป็นหมอที่ดีขึ้น หมอที่แตกต่างไป เอาความสามารถนี้มาใช้แก้ปัญหาใหม่ ๆ ได้

อยากฝากอะไรถึงน้อง ๆ ที่กำลังตัดสินใจจะเรียนต่อในก้าวต่อไปของชีวิตครับ

ถ้าใครสนใจเรียนหมอนะคะ สามารถมาเรียนได้เลย โดยเฉพาะที่รามาฯ แล้วก็หลักสูตรวิศวะเนี่ย ต้องยอมรับว่าการเรียนมันเหนื่อย แค่ 6 ปีก็เหนื่อยแล้ว แต่ว่าปีที่ 7 ที่เพิ่มขึ้นมานี้ จะเป็นปีที่เราไม่ลืม มันจะให้อะไรสักอย่างกับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความอดทน การผ่านอุปสรรคใด ๆ ก็ตาม ทุกอย่างมันให้ประสบการณ์ทั้งนั้น แล้วก็ในวันที่เราผ่านความเหนื่อย ความลำบากอะไรมาได้ เราจะภูมิใจที่เราสามารถช่วยคนไข้ได้จริง แล้วก็ภูมิใจในตัวเองด้วยค่ะ